Skip to content Skip to footer

ใช้ชีวิตกลางเขื่อนสุดอลังการ 24 ชั่วโมง | เขื่อนเชี่ยวหลาน VLOG

💸 ถ้ามีเงิน 20,000 บาท…
คุณจะยอมจ่าย เพื่อแลกกับวิวแบบนี้ไหม?

ทริปนี้.. เราจะพาไปใช้ชีวิต 24 ชั่วโมง
กลางเขื่อนเชี่ยวหลาน กับที่พักสุดหรู
ที่ราคาถึงคืนละ 20,000 บาท!!!! 😳

ออกไปเจอธรรมชาติในมุมที่เราไม่คุ้นเคย
ทั้งพายคายัค นั่งเรือเที่ยว

เดินป่าฝ่าสายฝน ลุยถ้ำประการัง
และเจอกับเรื่องเซอร์ไพร์สที่ไม่ทันตั้งตัว 🌧️🛶🐘

แล้วมาพิสูจน์ไปพร้อมกันว่า
ทั้งวิวและประสบการณ์ที่ได้รับ
จะคุ้มกับที่จ่ายไป 20,000 บาทมั้ย?

ตารางเที่ยวเขื่อนเชี่ยวหลาน
– ที่พัก 360° Issara
– Lunch Recap
– พายเรือคายัค
– ช่วงเช้าก่อนไปทำกิจกรรม
– เส้นทางศึกษาธรรมชาติห้วยถ้ำจันทร์
– ล่องเรือไผ่
– ถ้ำประการัง
– เดินทางกลับ
– ร้านอาหาร กบโภชนา

สวัสดีค่าทุกคน วันนี้จะพาหนีความวุ่นวายในเมืองกรุง แล้วไปพักผ่อนหย่อนใจกันที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีค่ะ ทริปนี้เราจะพาไปเปิดประสบการณ์การใช้ชีวิตกลางเขื่อนเชี่ยวหลาน หรือที่หลายคนยกให้เป็นกุ้ยหลินเมืองไทยนั่นเองค่ะ บอกเลยว่าทริปนี้ไม่ธรรมดา เพราะเราจะไปนอนแพพักสุดหรูที่ราคาคืนละ 20,000 บาท แลกกับการได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติแบบ 24 ชั่วโมงเต็มๆ มาดูกันค่ะว่าทริปนี้จะคุ้มค่าแค่ไหน แล้วหน้าฝนที่เขื่อนเชี่ยวหลานจะสวยงามขนาดไหน ตามมาเที่ยวไปพร้อมๆ กันเลยค่า 🌿🌧️

เริ่มต้นการเดินทางแบบลุยๆ
ทริปนี้เราเดินทางจากเขาสก มุ่งหน้าสู่เขื่อนเชี่ยวหลาน ใช้เวลาเดินทางบนรถประมาณ 1 ชั่วโมงค่ะ พอมาถึงบริเวณท่าเรือก็ต้องชำระค่าธรรมเนียมของอุทยานกันก่อน ซึ่งข่าวดีมากๆ คือคนไทยเข้าฟรีค่ะ เสียแค่ค่าจอดรถของเทศบาลคืนละ 80 บาทเท่านั้น จากนั้นเราก็เตรียมตัวลงเรือกันเลย

ข้อควรระวังสำหรับใครที่มาเที่ยวช่วงหน้าฝนแบบนี้คือควรจัดกระเป๋าให้กะทัดรัดที่สุดค่ะ เพราะการขนกระเป๋าใบใหญ่ลงเรือท่ามกลางสายฝนถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งเลยทีเดียว แถมพื้นก็อาจจะลื่นนิดหน่อยด้วย แต่พอเรือเริ่มแล่นออกไปปุ๊บ ความเหนื่อยก็หายเป็นปลิดทิ้งค่ะ เพราะวิวสองข้างทางสวยอลังการมาก น้ำในเขื่อนเป็นสีเขียวมรกต ตัดกับภูเขาหินปูนที่สลับซับซ้อนตามธรรมชาติ แม้จะมีฝนตกปรอยๆ ตลอดทางและมีลมแรงบ้าง แต่ก็ทำให้บรรยากาศดูสดชื่นและมีเสน่ห์ไปอีกแบบค่ะ ใช้เวลาบนเรือประมาณ 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง เราก็มาถึงที่พักของเราแล้วค่ะ 🚤⛰️

รีวิวที่พักสุดหรู แพ 500 ไร่
ที่พักของเราในทริปนี้คือ แพ 500 ไร่ โซน 360 อิสระ ค่ะ ห้องพักที่เราจองมาเป็นห้อง Deluxe Room ที่แค่เปิดม่านออกมาปุ๊บก็เจอวิวทะเลสาบและภูเขาแบบพาโนรามาเลยค่ะ ภายในห้องพักสะดวกสบายมาก มีไฟฟ้าและแอร์ให้ใช้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าดีงามและสะดวกสบายสุดๆ สำหรับการมาพักกลางน้ำแบบนี้

ความตั้งใจแรกของเราคือการมาใช้ชีวิตแบบออฟไลน์ค่ะ แม้ที่นี่จะมี WiFi ให้บริการ แต่เราอยากใช้เวลาซึมซับธรรมชาติให้เต็มที่มากกว่า พอวางมือถือลง เราก็พบว่ารอบตัวมีแต่สีเขียวสบายตา น้ำหน้าห้องพักก็ใสจนมองเห็นปลาตะเพียนหางแดงว่ายวนไปมา เป็นการพักผ่อนที่ฮีลใจสุดๆ ไปเลยค่ะ แถมพี่พนักงานยังบอกด้วยนะว่าถ้าโชคดีอาจจะมีช้างป่าลงมาเล่นน้ำแถวนี้ด้วย ต้องคอยลุ้นกันต่อไปค่ะ 🐟🍃

อาหารการกินจัดเต็มระดับภัตตาคาร
สำหรับแพ็กเกจที่พักนี้ จะรวมอาหารไว้ให้ถึง 3 มื้อเลยค่ะ คือมื้อเที่ยง มื้อเย็น และมื้อเช้า เมนูอาหารก็จัดเต็ม มีให้เลือกหลากหลายทั้งอาหารไทยรสจัดจ้านและอาหารตะวันตก อย่างมื้อแรกเราได้ทานลาบทอด สเต็กปลากะพงขาว และพาสต้า รสชาติอร่อยถูกปากมากๆ แถมการบริการก็ดีเยี่ยม พนักงานดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีค่ะ คอยสอบถามระดับความเผ็ดแบบคนใต้ด้วย ถือว่าใส่ใจรายละเอียดสุดๆ 🍝🥗

กิจกรรมแอดเวนเจอร์กลางสายฝน
มาพักกลางเขื่อนทั้งที จะให้นอนอยู่ห้องเฉยๆ ก็คงเสียดายแย่ กิจกรรมแรกที่เราทำในช่วงบ่ายคือการพายเรือคายัคค่ะ แม้ฝนจะตกลงมาตรึม แต่เราก็ไม่หวั่น พายเรือออกไปชมความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนหลุดเข้าไปในป่าแอมะซอนเลยค่ะ ป่ารอบๆ ดูลึกลับและมีพลัง ทำให้เรารู้สึกว่ามนุษย์เราตัวเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติรอบตัว เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรอีกเยอะเลยค่ะ พอตกกลางคืนเราก็ขอผ่อนคลายด้วยการมาสก์หน้าฉ่ำๆ บำรุงผิวที่โดนละอองฝนมาทั้งวัน ก่อนจะเข้านอนแบบสบายใจ 🛶🌲

เช้าวันต่อมา เราตื่นแต่เช้าเพื่อนั่งเรือชมสายหมอกบางๆ ที่ลอยเหนือผิวน้ำ เป็นภาพที่สวยงามและโรแมนติกมากค่ะ หลังจากทานอาหารเช้าที่มีให้เลือกเพียบ ทั้งไข่กระทะ ข้าวต้ม และผลไม้ เราก็เตรียมตัวไปลุยกิจกรรมไฮไลท์ของทริป นั่นคือการเดินป่าและเข้าถ้ำปะการังค่ะ

ก่อนเข้าป่า เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมด้วยการใส่ถุงเท้ากันทากและพกสเปรย์ฉีดกันทากไว้ตลอดเวลา เพราะหน้าฝนแบบนี้ทากจะชุมเป็นพิเศษค่ะ เส้นทางเดินป่าค่อนข้างร่มรื่น มีต้นไม้ใหญ่ๆ อย่างต้นสมพงให้ได้ชมความอลังการ ระหว่างทางเรายังโชคดีเจอฝูงค่างแว่นออกมาทักทาย โหนต้นไม้ไปมาด้วยค่ะ น่ารักและใกล้ชิดธรรมชาติมากๆ 🐒🌳

เมื่อเดินป่ามาถึงจุดขึ้นเรือ เราก็ต้องนั่งแพไม้ไผ่เพื่อเข้าไปยังถ้ำปะการังค่ะ ภายในถ้ำสวยงามและน่าตื่นตาตื่นใจมาก มีหินงอกหินย้อยที่รูปร่างคล้ายปะการังใต้ทะเล ซึ่งไกด์เล่าว่าที่นี่เคยมีการค้นพบฟอสซิลสัตว์ทะเลเซลล์เดียวอายุหลายร้อยล้านปีด้วยนะคะ ทำให้สันนิษฐานได้ว่าบริเวณนี้อาจจะเคยเป็นทะเลดึกดำบรรพ์มาก่อน การได้มาเห็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติด้วยตาตัวเองเป็นอะไรที่ประทับใจสุดๆ ไปเลยค่ะ 🦇⛰️

ความโชคดีส่งท้ายทริป
และแล้วความตื่นเต้นก็ยังไม่จบแค่นั้นค่ะ ระหว่างทางนั่งแพไม้ไผ่กลับ เราบังเอิญเจอครอบครัวช้างป่าตัวเบ้อเริ่มออกมาเดินเล่นริมน้ำด้วยค่ะ ถือเป็นความโชคดีสุดๆ เพราะปกติช้างป่าจะไม่ได้ออกมาให้เห็นกันง่ายๆ ถ้าไม่มาเส้นทางนี้ก็คงอดเจอ การมาเที่ยวหน้าฝนก็มีข้อดีตรงนี้แหละค่ะ สัตว์ป่ามักจะออกมาหาอาหารให้เราได้ชมกัน 🐘🌧️

ก่อนเดินทางกลับสู่ฝั่ง เราแวะถ่ายรูปที่จุดชมวิวเขาสามเกลอ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกุ้ยหลินเมืองไทย ภาพภูเขาหินปูนสามยอดตั้งตระหง่านอยู่กลางน้ำสีเขียวมรกต เป็นภาพที่สวยงามและยิ่งใหญ่อลังการจนต้องกดชัตเตอร์รัวๆ เก็บไว้เป็นความทรงจำค่ะ 📸

ปิดทริปด้วยอาหารใต้รสเด็ด
หลังจากเช็คเอาท์และขึ้นฝั่งเรียบร้อย เราก็แวะไปทานอาหารมื้อสุดท้ายของทริปกันที่ร้าน กบโภชนา เป็นร้านอาหารโลคอลที่อยู่ไม่ไกลจากเขื่อนค่ะ เมนูที่เราสั่งก็มีใบเหลียงผัดไข่ เมนูยอดฮิตที่พลาดไม่ได้เมื่อมาภาคใต้ และอีกเมนูที่น่าสนใจคือ ลูกสาวพ่อแม่ ซึ่งคล้ายๆ ไข่ลูกเขยแต่ราดด้วยน้ำจิ้มสุกี้และหมูสับ รสชาติอร่อยกลมกล่อม เป็นการปิดท้ายทริปได้อย่างสมบูรณ์แบบค่ะ 🍳🍲

บทสรุปการเดินทาง
การมาเที่ยวเขื่อนเชี่ยวหลานในช่วงหน้าฝน แม้จะต้องเปียกปอนและทุลักทุเลไปบ้าง แต่กลับเป็นทริปที่เต็มไปด้วยความทรงจำที่ดีมากๆ ค่ะ ธรรมชาติในช่วงหน้าฝนจะมีความเขียวขจี ชุ่มฉ่ำ และอุดมสมบูรณ์ขั้นสุด ทำให้เราได้สัมผัสกับความสวยงามในอีกมุมหนึ่งที่ต่างไปจากหน้าแล้ง สำหรับราคาที่พัก 20,000 บาท แลกกับประสบการณ์ การบริการ กิจกรรม และความเงียบสงบที่หาได้ยากในเมืองกรุง ถือว่าคุ้มค่ามากทีเดียวค่ะ ใครที่กำลังมองหาสถานที่พักผ่อนฮีลใจและอยากหลีกหนีความวุ่นวาย ลองมาเปิดประสบการณ์ที่เขื่อนเชี่ยวหลานดูนะคะ รับรองว่าจะหลงรักธรรมชาติของที่นี่แน่นอนค่า 🥰✨

Leave a comment